โค้ดดิ้ง Coding รู้หรือไม่อาชีพ “หมอ” คล้ายกับ “โปรแกรมเมอร์”

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ

  • อาชีพหมอ ก็คล้ายกับ โปรแกรมเมอร์
  • “ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต“ โดยเฉพาะ Customer Journey และ เทคโนโลยีเพราะจากงานวิจัยใหม่ๆ
  • 2 อาชีพนี้หากลองเอาหลักคิดในการเรียนมาใช้กับชีวิตประจำวัน

รู้หรือไม่ อาชีพหมอ ก็คล้ายกับ โปรแกรมเมอร์ นะ

การพัฒนาการแพทย์ด้วยศาสตร์ไอที เช่น การเขียนโปรแกรมข้อมูลหรือแม้กระทั่งใช้ AI ทำอย่างไร ตั้งต้นจากจุดไหนก่อนอื่นต้องมารู้จัก Health Informatics ว่าคืออะไร

หมอเเละโปรเเกรมเมอร์ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและ AI ได้อย่างไร  

บทสัมภาษณ์จาก คุณไผ่-ศุภฤกษ์ ถวิลลาภ คุณหมอผู้หลงใหล เรื่องไอที ดีกรีนักศึกษาแพทย์ปริญญาเอก สาขา Health Informatics มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปส์กิน (John Hopkins University)

*ทำไมคุณถึงเลือกเรียนต่อในสาขา Health Informatics หลังผมเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ มหาลัยสงขลานครินทร์ หมอคนอื่นๆ เขาไปเรียนต่อเฉพาะทางกันเช่น เป็นหมอเด็กหรือหมอผ่าตัด

ขอบคุณภาพจาก : becommon.co

แต่ส่วนตัวผมชอบพวกเทคโนโลยี เขียนโปรแกรม ชอบอ่านข่าวหรือหนังสือพวกไอที ผมจึงมองหาวิชาเรียนเกี่ยวกับด้านนี้ที่จะนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกับการแพทย์ได้ อ่านบทสัมภาษณ์เต็มๆ ได้ที่ : https://becommon.co/world/thai-health-informatic/

รู้หรือไม่ “อาชีพหมอ” ก็คล้ายกับ “โปรแกรมเมอร์”

คำว่า “หมอ”

คือ อาชีพที่ถูกใช้เรียกบุคคลซึ่งมีความรู้ ทรงภูมิปัญญาหรือผู้รักษาโรคต่างๆ แก่ผู้เจ็บป่วยมีความรู้ด้านการรักษาที่เชี่่ยวชาญแต่ละด้านอย่างพิเศษ เเละเลือกทางรักษาที่ดีทีสุดให้กับคนไข้

คำว่า “โปรเเกรมเมอร์”

คือ อาชีพเขียนโปรเเกรมเเละเขียนโปรเเกรมตามที่ออกเเบบได้วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เเก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม

ความเหมือน vs เเตกต่าง

หมอต้อง มีความรอบคอบ เเละต้องไม่พลาดในการตรวจ

1.หมอต้องเรียนหนัก 6-8 ปี เพื่อที่จบจาก เเพทย์ฝึกหัด > เเพทย์เฉพาะทาง เช่น แพทย์ศัลยกรรม, แพทย์กระดูกและข้อหรือทันตแพทย์ เป็นต้น

2.หมอต้องเอาใจใส่คนไข้ เเละต้องอธิบายให้คนไข้เข้าใจโรคที่คนไข้กำลังเป็นอยู่คืออะไรเเละรักษายังไง

3.เนื่องจากโปรแกรมเมอร์คือคนสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานให้เรา หรือที่เรียกว่า Coding การเขียนโปรแกรมเลยต้องใช้ภาษาที่เฉพาะในวิชาชีพของตนเอง เช่น ภาษาไพทอน (Python) ภาษาจาวา (Java) เป็นต้น

จะสังเกตว่า 2 อาชีพนี้หากลองเอาหลักคิดในการเรียนมาใช้กับชีวิตประจำวันคือถึงเป็นหมอเเละโปรเเกรมเมอร์อาทิ “ความรอบคอบ” “คิดเป็นระบบ”ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตเเละทำงานร่วมกับเทคโนโลยี”


อยากจะบอกว่าทุกอาชีพมีความสำคัญเท่ากันหมดและอาชีพโปรแกรมเมอร์และหมอถึงจะมีความต่างบ้าง แต่ก็ยังมีความเหมือนในส่วนการเรียนเพื่อนำไปใช้ในการทำงานจริง

แต่สิ่งที่ทุกอาชีพเหมือนกันคือ ” ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต” โดยเฉพาะ Customer Journey และ เทคโนโลยีเพราะจากงานวิจัยใหม่ๆ คือการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาชีพของตนเองให้มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเเละผู้ใช้งานมากที่สุด

✨บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

บทความที่เกี่ยวข้อง